ออกจากงาน..เพราะอะไร
posted on 13 Jun 2008 14:54 by thanatchayaวันนี้เป็นวันสุดท้ายกับการทำงานที่บริษัทนี้
ลองมองย้อนกลับมาดู ตั้งแต่ทำงานมา เราเปลี่ยนงานมา 3 ครั้งแล้ว
ที่ทำงานที่แรก เป็นบริษัทของที่บ้าน แม่ขอให้เรากลับไปทำทันทีที่จบตรี เพราะพนักงานที่ทำตำแหน่งนี้ลาออกทุก 3 เดือนที่ทำงานที่ 2 เป็นบริษัทวิจัย เป็นครั้งแรกที่เราทำงานนอกบ้าน
ที่ทำงานที่ 3 เป็นบริษัทสี ที่เรากำลังจะออกจากงานนี่ล่ะ
มาลองคิดดู สาเหตุที่เราออกจากงานคืออะไรนะ
.
.
.
ออกจากงานครั้งแรก เพราะ ทางบ้านไม่ให้ความสำคัญกับความเห็นของเราเลย พูดอะไรก็ไม่ฟัง บอกอะไรก็ไม่เชื่อ ทั้งๆที่เราพยายามเหลือเกินที่จะทำงานให้ได้ดีแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เราจบมาเลย เราทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้จริงๆ เพื่อนร่วมงานตอนนั้นเพิ่งอยู่มาได้ 3 เดือน ยังไม่รู้อะไรนัก เราก็เอาแฟ้มข้อมูลลูกค้ามาอ่านทุกหน้าย้อนหลังไปเป็นปีๆทั้งที่เราไม่ถนัดภาษาอังกฤษ เราไปอบรมทุกอย่างที่มีประโยชน์ เราถามคนโน้นคนนี้ ไม่เว้นแม้แต่ลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ เพราะเราอยากให้งานออกมาดี แต่สุดท้าย ทุกอย่างที่เราทำเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร เค้ายังคงไม่ฟังความเห็นของเรา พอทะเลาะกัน แม่ก็ร้องไห้
สุดท้าย เราก็ตัดสินใจที่จะจากมา
.
.
.
ออกจากงานครั้งที่สอง เพราะเรารู้สึกว่า ชีวิตส่วนตัวเราหายไป เวลาทำงานของบริษัทคือเก้าโมงเช้าถึงหกโมงเย็น แต่ตลอดสิบเดือนที่อยู่ที่นั่น เราได้กลับบ้านหกโมงแค่สองสามครั้ง ปกติเราออกจากที่ทำงานเร็วที่สุดคือสองทุ่ม เหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว จนตัดสินใจออกจากงานคือ มีวันหนึ่ง เรากับเพื่อนร่วมงานไปทำงานสายทั้งคู่ เราไปสายเพราะอู่โทรมาบอกว่ารถเพิ่งซ่อมเสร็จ เราเลยตัดสินใจไปเอารถก่อน ตอนนั้น เราพยายามติดต่อนายแล้ว แต่เด็กพาร์ทไทม์ที่มารับโทรศัพท์บอกว่าเค้าประชุมอยู่ เราเลยไม่ได้บอกเค้า พอเราไปทำงาน เค้าบอกว่า พวกเราไม่ควรมาสาย
เค้าพูดว่า มันเป็นการเอาเวลาทำงานไปทำเรื่องส่วนตัว
ตอนนั้นเราโมโหจี๊ดเลย เพราะเค้าไม่เคยคิดบ้างเลยว่า การที่เราเลิกงานหลังสองทุ่มทุกวันทั้งๆที่ไม่เคยได้โอทีนั่น หมายความเราก็สละเวลาส่วนตัวของเราเพื่องาน เราทำงานเสาร์อาทิตย์โดยไม่ได้โอที ไม่ได้วันหยุดชดเชย บางอาทิตย์เราทำงานถึงตีสองตีสามติดกันสามวัน เราก็ไม่เคยบ่น เรานัดเพื่อนไปกินข้าวใกล้ๆออฟฟิศเรา แต่เรากลับทำได้แค่โผล่หน้าไปทักทายแล้วรีบหอบงานกลับไปทำต่อที่บ้าน ลุงเราเสีย ศพตั้งอยู่ที่วัดหัวลำโพง แต่เราไม่ได้ไปงานสวดศพซักคืนทั้งที่เราทำงานอยู่สีลม ต้องรอจนวันท้ายๆ ที่ตรงกับเสาร์อาทิตย์ เราถึงจะไปได้ เรานัดเพื่อนมากินข้าว เลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนเพื่อนหิวแทบเป็นลม เรารีบทำงานจนไม่ได้กินข้าวเพื่อให้งานเสร็จทั้งๆที่หิวจนมือสั่นตอนที่ได้กิน มีวันหนึ่งเราคิดจะลาป่วยเพื่อไปโรงพยาบาล แต่เราก็ต้องเข้าออฟฟิศก่อนเพราะนายโทรมา พอเราบอกว่า เราจะไปกินข้าวแล้วจะเลยไปโรงพยาบาล จะกลับมาภายช้าซักชั่วโมง นายกลับไม่ให้ไป เพราะต้องรีบส่งงาน สุดท้าย เราต้องรีบกินข้าวแล้วกลับมาทำงานทั้งๆที่ไม่สบาย คืนนั้นกว่าจะได้ไปหาหมอคือสองทุ่ม
ที่ร้ายที่สุด พองานไม่เสร็จตามกำหนด นายก็มาโทษว่าเป็นความผิดเรา ทั้งๆที่เราส่งงานให้เค้าล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แต่เค้าไม่ตรวจ พอถึงกำหนดค่อยบอกว่าต้องแก้ แล้วจะโทษใครเราเลยออกจากงาน เพราะไม่คิดจะทิ้งชีวิตส่วนตัวของเรา เพื่อนายที่ไม่เห็นคุณค่า
.
.
.
ครั้งนี้ เราออกจากงาน เพราะเรารู้สึกว่า มันไม่ใช่ที่ที่เราควรจะทำงานเลย
เราสมัครงานตำแหน่งนักวิเคราะห์การตลาด แต่งานที่เราทำกลับเป็นงานจิปาถะประเภทธุรการการตลาดซะงั้น แถมชื่อตำแหน่ง ยังกลายเป็นธุรการการตลาดอีกต่างหาก งานหลักของเราคือส่งเอกสาร ถ่ายเอกสาร แล้วคอยติดตามพนักงานคนอื่นๆว่างานของเค้าเป็นไปตามกำหนดไหม พร้อมคอยทวงให้ส่งงานตามกำหนด
เราออกจากงาน เพราะเราคิดว่ามันเป็นงานที่ไม่เหมาะกับเราอย่างที่สุด เราไม่ได้เรียนจนจบโทเพื่อมาคอยทำงานไร้สมองแบบนี้
ที่สำคัญ เราไม่ชอบและไม่ต้องการทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง สำหรับเรา งานที่ได้รับมอบหมาย เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จตามกำหนด ถ้ามีปัญหา คุณก็มีหน้าที่ต้องรายงานมา ไม่ใช่ต้องให้คนอื่นคอยทวงถาม คอยตาม คอยเตือน แถมยังต้องโดนนายด่าเพราะคุณด้วย
คุณไม่ส่งงาน เราโดนด่าว่าไม่ตามงาน ทั้งๆที่เราตามทุกวัน แต่พวกคุณไม่ทำ ไม่ส่ง ไม่สนใจแผนก R&D ส่งตัวอย่างมาผิด spec เราโดนด่าว่าไม่ตามงาน ทั้งๆที่ความจริงแล้วเป็นความผิดของ R&D ที่ไม่บอกว่า spec นั้นทำไม่ได้
นายสั่งงานคุณตอนประชุม คุณไม่จด เราต้องจดให้ แล้วต้องคอยโทรถาม
บอกตามตรง เราคิดว่าเรามีสิทธิ์มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นมืออาชีพกว่านี้
สุดท้าย เราเลยบอกนายว่า เราไม่ Happy ไม่ต้องประเมินผลการทดลองงานของเราให้เสียเวลา เพราะเราไม่คิดจะอยู่ต่อ
เพราะเรานับถือตัวเองมากกว่านั้น

เราเองก็จบโทเหมือนกัน...รู้สึกเหมือนกันว่าจบโทมาให้มาทำงานแบบนี้เหรอ...แต่นี่คือความจริงขิงชีวิตค่ะ...ไม่ว่าจะจบโทหรือตรี ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกคน...
ช่วงปีแรก ก็รู้สึกเหมือนที่คุณเขียนมา ... แต่อดทนอยู่ พอผ่านมันมาได้...มันเริ่มเข้าที่เข้าทาง ปรับตัวได้ และได้ครีเอทงานมากขึ้น ... งานมันจะปรับเข้ามาตามความสามารถเราเอง...ทำงานแรกในชีวิต รวม 2 ปี 11 เดือน
ตอนนี้เปลี่ยนงานใหม่แล้วค่ะ เป็นงานที่ 2 ในชีวิต แล้วก็คงเป็นงานที่ทำไปได้ทั้งชีวิต...
อย่าโกรธนะคะ แต่เท่าที่อ่าน ... ลองเป็น"นาย"ตัวเองดูซิคะ......คุณอาจจะเข้าใจอะไรมากขึ้นก็ได้
เวลาเราเป็นลูกน้องหรือพนักงานมันจะมีคำถามในใจเยอะไปหมด...แต่พอเราอยู่สูงขึ้น เราอาจจะมองอะไรเปลี่ยนไปนะคะ....
#1 By m on 2008-06-13 15:15